วาเลนไทน์ปีนี้

posted on 19 Apr 2009 16:56 by chocochewy  in Short-fiction

ผมหลงรักสาวอาร์ติ๊สคนหนึ่ง...
มันดูจะเป็นความรัก...
แบบที่เขาเรียกกันว่า... ปิ๊ง...  ก็ว่าได้
แต่ผมเชื่อว่าเป็น "... พรหมลิขิต... "
    เรื่องมีอยู่ว่า...
    .....


    ที่ร้าน... สิรินยาแกลเลอรี่
    วันนั้น ผมเดินเข้าไปเพื่อจะเลือกภาพสวยๆ ซักภาพหนึ่ง เพื่อไปประดับในบ้านตัวอย่างในโครงการของผม ขณะที่ผมกำลังเดินเลือก... ภาพวาด ผมสังเกตเห็นเธออยู่ที่มุมหนึ่งด้านในสุดของร้าน...
     เป็นวันแรกที่ผมได้เห็นเธอ...


     เธอเป็น... สาวหน้าตาดี สวมด้วยเสื้อผ้าสีขาว บางเบา ผมของเธอ หยิกเป็นลอนและปล่อยยาวถึงกลางหลัง มีเพียง... ผมด้านหน้าที่เธอรวบเป็นปอยเล็กๆ ไว้ที่กลางศีรษะ...
    เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ทรงสูง กึ่งนั่ง กึ่งยืน...
    เบื้องหน้าของเธอคือ... ภาพวาด


    ผมบอกไม่ถูก...

    เหมือนผมกำลังมองภาพวาดของหญิงสาวคนหนึ่ง

    แต่... ภาพนั้น กำลังเคลื่อนไหว มีชีวิตชีวา

    มันเป็นภาพ... ที่ผมรู้สึกประทับใจมากที่สุด มากกว่าภาพใดๆ ภายในร้าน


    "เชิญตามสบายนะคะ... " เสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงพนักงานคนหนึ่งภายในร้าน
    "ครับ...  ... ครับ" ผมสะดุ้งเล็กน้อย ผมกำลังมองสาวคนหนึ่ง และกำลังตกอยู่ในพะวัง...
    และแล้ววันนั้น
    ผมก็จากไปกับ...

    ... ภาพวาดสีน้ำธรรมดาๆ ภาพหนึ่ง
    .....


    ผมไปร้านนั้นอีกหลายครั้ง
    และทุกครั้ง ผมเฝ้ามองดูเธอ อยู่ห่างๆ ไม่ให้เธอรู้ตัว...
    ผมสังเกตเห็นเธอในหลายอิริยาบท

    ผมอยากเป็นเจ้าของ
        ... ภาพหญิงสาวคนนี้... มากกว่่าภาพใดๆ ภายในร้าน
    .....


    ในวันต่อๆ มา
        ผมพยายามเดินเขยิบเข้าใกล้... เข้าใกล้...
        อืม... ผมกำลังเข้าใกล้เธอมากขึ้นทุกที
    .....

    แล้ววันหนึ่ง...
        เธอหันมา... ยิ้มให้ผม
        รอยยิ้มของเธอมีีเสน่ห์ ตราตรึงใจชวนให้ผมหลงใหล
    ผมรู้สึกถึง... มิตรภาพ... ครั้งแรกที่มีต่อผม
        เป็นภาพประทับใจ...
        ผมสัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้น                    
        ผมรวบรวมความกล้า รีบเดินตรงไปหาเธอ


    "สวัสดีครับ " ผมทัก... ยิ้มด้วยความดีใจ
    "สวัสดีค่ะ... " เธอตอบและยิ้มให้ผม ยิ้มสวยๆ ของเธอ ทำให้หัวใจผมพองโต
    "วาดอะไรอยู่ครับ" ผมถาม
    "ภาพวิว มีคนมาจ้างให้วาดค่ะ"
    "เสร็จพอดี ดูสิคะ" เธอลงชื่อ สิรินยา แล้วเชิญชวนให้ผมดู ผมมองดูภาพที่เธอวาด...
    เป็น... ภาพเกลียวคลื่น... ซัดกระทบกับโขดหินผา ฝีมือการวาดภาพของเธอช่างดีเหลือเกิน...
    แต่ภาพเบื้องหน้าของผม...
    ... ภาพรอยยิ้มของเธอ... วิเศษที่สุด
    .....


    ผมไปหาเธอที่ร้านแทบทุกวัน
        ... จนผมได้มีโอกาสสนิทสนมกับเธอ
    "ผมอยากบอกคุณสิรินยานะครับ ผมทึ่งในความสามารถของคุณ ฝีมือของคุณดีเหลือเกิน... " ผมยิ้มให้ด้วยความชื่นชมในพรสวรรค์ความสามารถการวาดภาพของเธอ
    "ขอบคุณค่ะ เรียกหยาก็ได้ค่ะ"เธอยิ้ม
    "คุณจะให้หยาวาดภาพอะไรก็บอกได้นะคะ" เธอถามผม  
    ผมมองไปยังกระจกเงาบานใหญ่ที่ถูกยึดตรึงไว้กับกำแพงเบื้องหน้า ผมเห็นภาพเธอและผม...
    ... เราสองคนยืนเคียงคู่กัน...
        มันช่างเป็นภาพที่อบอุ่นกำลังอบอวลไปด้วย...
        กลิ่นอายแห่งความรัก...

    มันทำให้ผมได้คิดอะไรไปต่างๆ นานา
    อืม... แล้วผมจะให้เธอวาดภาพอะไรดีนะ ผมถามกับตัวเอง ในขณะที่ ผมยังคงเฝ้ามองใบหน้าสวยใสของเธอ ตาไม่กระพริบ
    .....


    ตั้งแต่นั้นมา...
        เราไปไหนมาไหน ด้วยกันบ่อยๆ ไม่ว่า... จะเทศกาลไหน


    วาเลนไทน์ ปีแรก...
    ผมมอบ... ดอกกุหลาบสีชมพูช่่อโต... ให้เธอ
    ผมบอกเธอว่า... "เหมือนความรักของเรา"
    เธอเขินผม... จนแก้มเธอเป็นสีชมพูระเรื่อ...
   

    วาเลนไทน์์ปีก่อน...
    ผมมอบ... ไดอารี่เล่มสีชมพู... ให้เธอ
    ผมว่า เธอชอบนะ...
    เวลาที่ผมไปหาเธอ...
        ผมแอบเห็นเธอ นั่งเขียนอะไรลงในนั้น พอผมขอเธออ่านบ้าง...
        เธอรีบปิดมันลง ยิ้มอย่างอายๆ และยื้อแย่งไดอารี่ออกจากมือผม เอาไปกอดไว้เสียจนแน่น...
    ผมไม่รู้ว่า... เธออายอะไรกันนักหนา

    วาเลนไทน์์ปีต่อมา ....
    ... คืนนั้น...
        ผมพาเธอไปดินเนอร์ใต้แสงจันทร์
        ผมมอบ... ของขวัญกล่องเล็ก... ให้เธอ
    เธอเปิดออกดู มันเป็น... สร้อยคอมีจี้รูปหัวใจ... ที่ผมบรรจงใส่รูปเธอและรูปผมลงไปไว้คู่กัน               

    ผมสวมสร้อยคอเส้นนั้นให้เธอในคืนนั้น
        ... รอยยิ้มของเธอ ดูท่าเธอน่าจะมีความสุข...
        แต่สำหรับผม ผมไม่เคยมีความสุข อะไรมากมายเท่านี้มาก่อนเลย...
    ผมบอกเธอว่า...
    เมื่อคิดถึงผม อยากให้เธอเปิดออกดู
    ผมจะอยู่ใกล้ๆ กับ... หัวใจเธอ... ตลอดเวลา
        .....
        .....


    และตั้งแต่นั้นมา...
        ผมเห็นเธอสวมสร้อยคอเส้นนั้นติดคอเธอมาโดยตลอด 

       (... ทำให้หัวใจผมยิ้ม มีความสุขจริงๆ )

    .....


    อืม...
        ผมยังไม่รู้เลยว่า...
        วาเลนไทน์ในปีต่อไป...
        ผมจะเตรียมอะไรให้เธอดี อาจจะเป็น...
    ... แหวนเพชร...
    เพื่อขอเธอแต่งงาน... ก็น่าจะเป็นไปได้

    .....

    ความสัมพันธ์ของเรา กำลังไปได้ดี
    ในหัวใจของผมมี... เธอ...

    และเชื่อว่า... ในหัวใจของเธอ ก็มี... ผม... เช่นกัน


    ชีวิตของผมมีความสุขเหลือเกิน ตั้งแต่ได้พบเธอ
        ไม่ใช่ซิ...ชีวิตเรา... เพราะผมเชื่อว่า...
    ... เรามีกันและกัน...


    ทุกครั้ง... ที่เธอมีความสุข ผมก็มีความสุขด้วย มีทั้งรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ จะว่าไปความรักของเรา เริ่มเป็นสีชมพู... สีชมพูขึ้นเรื่อยๆ นับจาก... วันแรกที่เรารู้จักกัน เราทั้งสองหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย... มีความรัก ความเอาใจใส่ ดูแลทะนุถนอมซึ่งกันและกัน


    ... จวบจนมาวันนี้
        ต้นไม้แห่งความรักของเราทั้งสอง... กำลังเติบโต กำลังงอกเงย
        รอวันเวลา...จะผลิดอก ชูช่ออันสวยสดงดงาม...

 

    .....
    "หยา... ผมมีโครงการใหญ่ ที่ต่างจังหวัด"                                                                                            

    กว่าจะเสร็จก็อีกหลายเดือน...

   "รอผมนะ หยา... " ผมพูดราวกับขอเธอแต่งงาน เขินเป็นที่สุด   

   "หยาจะรอคุณอยู่ที่นี่ค่ะ..."   

   ผมน่ะดีใจ ยิ้มจนแก้มแทบปริ เมื่อผมได้ยินเธอบอกกับผม... 

    ... หูผมไม่ฝาด คุณก็ได้ยินเหมือนผมใช่มั้ย เธอบอก เํธอจะรอผมน่ะ

   แล้วทำไมผมไม่ขอเธอแต่งงานเสียเลยล่ะ... จริงซินะ

   ... ตอนนี้ ผมยังไม่พร้อม  

   หลังจากเสร็จงานนี้ คงได้เงินมากพอ ผมจะมาขอสาวแต่งงาน

   แน่นอน วันนั้น ผมน่าจะพร้อม...
   พร้อมที่จะดูแลเธออย่างจริงจัง...
       

  วันนี้...

  ผมต้องจากเธอไป        

  เพื่ออนาคต...

  ... ไม่ใช่อนาคตของผมคนเดียว

 มันเป็น ...อนาคตของเรา...


  ผมมองหน้าเธอ... อีกครั้ง
        จดจำ... รอยยิ้ม... อันน่าประทับใจของเธอในวันนี้ ก่อนจะจากไป
    .....


    หลายเดือน...

    ผ่านไป...

    แล้ววันนั้นก็มาถึง...

    ....

    วาเลนไทน์ปีนี้

    ผม... กลับมาหาเธอ...
    ที่ร้าน... สิรินยาแกลเลอรี่
    ดึกมากแล้ว... (ผมมาดึกๆ ดื่นๆ อย่าเพิ่งคิดมากไปโน่น เชื่อเหอะ ผมยังเป็นสุภาพบุรุษพอ)

   ผมเดินเข้าไปในร้าน...
    "อืม... ประตูไม่ได้ล๊อค" เป็นไปได้ เธออาจจะลืม... ขึ้ลืมจริงแฮะ

   "มืด... "

    ไฟทุกดวงในร้านถูกปิดหมด
    คงเหลือแต่เพียง... แสงไฟ... จากมุมหนึ่ง
    มุมที่เธอชอบ...
    ใครจะรู้ไหม ว่าวันนี้เป็นวันที่...

   ... ผมดีใจที่สุด... (เฮ่ เฮ่)

   ผมอยากตะโกนดังๆ ออกไปว่า

   "หยา ผมกลับแล้ว... "

    ผมรีบเดินตรงไปหาเธอ...
        แล้วผมก็หยุดลง...
        ผมขอยืนมองเธออยู่ห่างๆ ก่อน... ที่ตรงนี้
      
    ผมนึกทบทวน...
        ภาพในวันเก่่าๆ ...
        ผมจำได้...

        วันแรกที่ผมเจอเธอ
        ผมเคยยืนอยู่ตรงนี้...
        และมองไปยังเธอ
    เธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุด... เท่าที่ผมเคยรู้จัก


        ผมของเธอหยิกเป็นลอน... ปล่อยยาวถึงกลางหลัง ด้านหน้ายังคงมีปอยเล็กๆ ถูกรวบ
ไว้ที่กลางศีรษะ ... ผมชอบผมของเธอ...
    วันนี้... เธอสวมด้วยเสื้อผ้าสีทึมๆ ดูแปลกกว่าทุกๆ วัน... แต่ผมไม่สนใจอะไรมากมาย
    เธอยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ทรงสูงตัวเดิม กึ่งนั่ง กึ่งยืน
        เบื้องหน้าของเธอคือ... ภาพวาด


   แต่สำหรับผม

   เบื้องหน้าของผม คือ... ภาพของหญิงสาวคนหนึ่ง...
        คนที่ผมพร้อมแล้วที่จะขอเธอ... แต่งงาน
    นับ 1... 2... 3 ผมพร้อมแล้ว...
        ผมเดินรี่ตรงไปหาเธอ...
    .....
    
        "หยา... หยา.... ผมกลับมาแล้ว" ผมเรียกเธอ
        ... ไม่มีเสียงตอบ   

       ผมเดินเข้าไปใกล้เธออีก... 

        ... ไม่มีเสียงตอบ

        ยิ่่งเข้าใกล้เธอ ผมมองเห็นสีหน้าเธอชัดเจน
        วันนี้... เธอดูซีดเซียว แววตา ไม่สดใส เหมือนทุกวัน
        "หยา ไม่สบายรึเปล่า"

        น่าเป็นห่วง...

    ....

    เธอไม่ตอบผม...
    เธอแปลกไป...   

    ผมมองเห็น... เธอกำลังกุมมือลงไปบนจี้รูปหัวใจ... (ของขวัญวาเลนไทน์ปีล่าสุด ) 

   นั่นเอง... ทำให้ผมนึกอะไรออก

   ใช่ วันนี้วันวาเลนไทน์    

   "หยา... ผมมีอะไรมาฝาก"

    พูดพลางเอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋่าเสื้อแจ๊คเก็ต

   "เอ... ไม่อยู่  ผมนี่ขี้ลืมจริงๆ คงจะลืมไว้ในรถ รอแป๊บนะ"

   ขณะที่ ผมกำลังจะหันหลัง เพื่อเดินกลับไปที่่รถ

   ผมสังเกตเห็นเธอเปิดจี้รูปหัวใจ... มือเรียวๆ ของเธอ ลูบไล้ไปเบาๆ บนภาพของผม..     

   แล้ว... น้ำใสๆ ก็หยดลง

   เธอร้องไห้...
   "อืม...  หยา... หยาร้องไห้ทำไม... " ผมไม่เข้าใจว่า เธอเป็นอะไร...
   หรือเธออาจมีเรื่องไม่สบายใจก็เป็นไปได้

   ผมหันกลับมาคุยกับเธอ

   ผมว่า เวลานี้ เธอคงต้องการเพื่อน...

   ผมหมายถึง คนปลอบใจ หรือไม่ก็ฟังเธอระบายอะไรให้ฟัง

   และ ที่แน่ๆ ให้ของขวัญวาเลนไทน์ ตอนนี้ท่าจะไม่เหมาะ

    .....

   "นั่น เธอกำลังจะทำอะไร"

  เธอเอื้อมมือไปหยิบไดอารี่สีชมพู... เล่่มนั้น
  เธอเปิดมันออก... อย่างช้าๆ หลายหน้า ไปหยุดที่
        ... หน้าที่คั่่นเอาไว้...


   ผมเข้าใจว่า... เธออาจจะเขียนอะไรค้างคาไว้
        เธอจ้องมอง

        ... หน้านั้น...

        อยู่นาน ไม่ยักจะเขียนอะไรลงไป
        แต่แล้วอยู่ดีๆ เธอกลับปิดมันลงอย่างทันควัน และทิ้งมันไว้บนโต๊ะตัวเล็กข้างๆ นั้น

    "อะไรของเธอ"
    .....

        ผมเอื้อมมือไปหยิบ...
    ขออ่านบ้าง...
    "ขออ่านหน่อยนะ"


        แปลก... คราวนี้

     เธอยอมให้ผมเปิดอ่าน เธอไม่ยื้อแย่งไดอารี่ออกจากมือผมไปกอดไว้่เหมือนทุกๆ ครั้ง

     เธอไม่สนใจว่า ผมกำลังจะเปิดอ่าน... ไดอารี่ของเธอ
    ว่าไปแล้ว... เธอไม่เหลียวมองมา เหมือนไม่เหลือเยื่อใยให้กับมันอีก
    ... เธอดูเย็นชา

    .....

    ผมเปิดหน้าที่คั่่นเอาไว้และอ่านข้อความในไดอารี่...
    
    วันนี้...
        เป็นวันที่หยาเศร้าที่สุด

                  

  "เศร้าอะไร... "

   ....

  แสงวาบ...

  จากนิ้วนางมือซ้ายของเธอเข้านัยน์ตาผม

  "นั่น แหวนเพชรที่ผมตั้งใจซื้อให้เป็นของขวัญวาเลนไทน์ปีนี้ "

  "เป็นไปไม่ได้ ไปอยู่ที่นิ้วเธอได้ไง ผมยังไม่ได้ให้เธอ"

   ผมพยายามนึก...

   แล้วภาพต่่างๆ ก็ปรากฎขึ้น

   แสงวาบ... เกิดขึ้นอีกครั้ง ทำเอาตาพร่ามัวอย่างประหลาด

   .....

 

   คืนวันนั้น...
        ขณะที่ ผมกำลังขับรถกลับบ้าน ผมเห็น...
        ... แสงจ้า...
        ... มันส่องเข้านัยน์ตาของผม
        ชั่วพริบตาเดียว... รถคันนั้น พุ่งตรงมายังรถผม
        จากนั้น... ผมไม่ได้สติ ผมจำอะไรไม่ได้อีกเลย

       .....

      
    .....
    .....
  
 "คุณจากหยาไป... อย่างไม่มีวันกลับ... "
    แล้วภาพ... ภาพหนึ่งก็ปรากฎขึ้นอีก
        ผมเห็น...
        ภาพตัวผมเอง... นอนจมกองเลือด...
        ...แน่นิ่ง... อยู่ตรงนั้น
        .....
        .....

    "หยาคิดถึงคุณ..."
    "หยารักคุณ... "

    "คุณจากหยาไป... อย่างไม่มีวันกลับ..."
    "คุณจากหยาไป... อย่างไม่มีวันกลับ... "
    "... ไม่มีวันกลับ... "

    ผมอ่านข้อความซ้ำอีกครั้ง เสียงมันดังก้องจนผมแทบคลั่ง

   .....
    ผมเริ่มทบทวนภาพเหตุการณ์ต่างๆ ...
    วันที่โครงการงานของผม สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

    ผมดีใจมากทีี่สุด...

    ผมกำลังจะได้กลับมาหาเธอ...

   .....


   ในระหว่างทาง ผมขับรถมาคนเดียว มีเพียงเสียงเพลงเป็นเพื่อนแก้เหงา ในใจของผม... คิดถึงแต่่เธอ และสร้างจินตนาการวาดภาพไว้อย่างสวยหรู เราจะแต่งงานกัน... ในเร็ววันนี้ เราจะสร้าง
ครอบครัว มีลูกเล็กๆ สัก 2-3 คน

    "... อืม... ช่างเป็นชีวิตครอบครัวที่มีความสุขเสียจริงๆ "

    .....


    และแล้ว... รถคันหนึ่ง... ส่่่องไฟสูงเข้่ามา
        แสงจ้านั้น...  
        มันส่องวาบเข้านัยน์ตาของผม


        ชั่วพริบตาเดียว...
        รถคันนั้นพุ่งตรงมายังรถผมจากฝั่งตรงข้ามอย่างแรง ผมพยายามประคับประคองรถ แต่แล้ว...
รถผมเสียหลัก ตกลงข้างทางไป
       ชีวิตของผมสิ้นสุดลง...
       จากอุบัติเหตุในคืนนั้น...
    ... ในคืนที่ผมกำลังกลับมาหาเธอ...
        .....
    .....
    "คุณจะให้หยาวาดภาพอะไรก็บอกได้นะคะ" ผมยังจำเสียงของเธอได้ เธอเคยถามผม
    ในวันนั้น...
        ผมนึกไม่ออกว่่า ผมจะให้เธอวาดภาพอะไรดี


        มาวันนี้
        ผมรู้แล้ว...
        ผมอยากบอกเธอ...

        ภาพที่ผมต้องการคือ
        ภาพที่... "เธอและผม... ... "
        "... ... อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข"
        .....

    ผมมองไปยังกระจกเงาบานใหญ่ที่ถูกยึดตรึงไว้กับกำแพงเบื้องหน้า
        น้ำตา... ไหลคลอ...
        วันนี้...
        ผมมองเห็น

        เธอ... คนเดียว...

        ....
        แล้ว...

       เงาของผม... ที่เคยยืนเคียงข้างเธอล่ะ
    

        ผม... ผมพูดอะไรไม่ออก

        โอ ผมจากเธอไปแล้ว

 


edit @ 20 Apr 2009 15:07:09 by Minnie กลายพันธุ์

ตู๊ด ... ตะลูี๊๊ด ตู๊ด แต๋ว แต๋ว...

เมื่อสิ้นเดือนที่แล้ว เสียงโทรศัพท์ประหลาดตู๊ดๆ แต๋วๆ ดังขึ้น (ไม่รู้จักเปลี่ยนใหม่ซักที ยัยบ๊อง)

ว้าว... ว้าว...  เพื่อนโทรมาหาฉัน

"ฮัลโหล มินนี่ สบายดีมั๊ย "(คุ้นๆ เสียงอาแปะแปลกๆ แบบนี้ คิคิ เหมือนจริงๆ นะ)

แล้้วหลังจากนั้นเขาก็พูดภาษาอังกฤษกับฉันเป็นชุดผสมกับสำเนียงโนะ เนะ

ไม่ผิดตัวแน่ ...

ชายญี่ปุ่น ชื่อ ชิม ตัวขาวโบ๊ะ ใบหน้ายาว ตาโตโปนเป็นปลาทอง โดดเด่นด้วยแว่นตากรอบสีส้ม  ตัวผอมกะหร่อง ดูไม่เข้ากันกับนิสัยชอบกิน (กินเก่งสุดๆ เสร็จ โดนฉันเม้าท์แล้ว )

สมองวิ่งจู๊ดไปแผนกภาษาอังกฤษทันที เพื่อทักทายเพื่อนต่างดาว เอ๊ย ต่างแดน

ไม่รู้ว่า เป็นเพื่ื่อนกันได้ยังไง ตั้ง  3-4 ปี พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่

แต่สรุปพอได้ใจความ

ชินบอกว่า " I will come to join Songgran Festival "

" Really!!!"

ชิม นายบอกว่า จะมาเที่ยวสงกรานต์

นายพูดจริงๆ นะ

... ชิม นายคงจะติดใจละซิท่า หลังจากปีที่แล้ว พาไปทัวร์สงกรานต์ที่ถนนข้าวสารมา


ก่อนอื่น ขอแนะนำเพื่อนชาวญี่ปุ่นคนนี้ก่อน

เขา คือ MR. TAKAYUKI SHIMBARA (ว่าจะลักลอบเอารูปมาเปิดเผย แต่กลัวนายชิม เขาจะโกรธเอา)

แรกๆ  เรารู้จักเป็นเพื่อนกัน จากการเล่นเกม Final Fantasy11 Online( FF11)ในเกมรู้จักกัน เขาชื่อ Increment ตัวละครเผ่า Galka ตัวบิ๊กๆ หัวเถิกล้าน และฉัน Minnie ตัวละครเผ่า Tarutaru ผมมัดแกละ ตัวจิ๋ว เคย คิดแค่ว่า โลกของ Increment กับ Minnie คงเป็นรู้จักเป็นเพื่อนกันแค่ในเกมเท่านั้น แต่แล้ววันหนึ่ง Increment ก็ถูกปิดฉากตัวเองลง และคงเดินหน้าต่อไปในโลกแห่งความเป็นจริงในนาม MR. TAKAYUKI SHIMBARA ทำงาน Computer Manager บริษัทชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น และมีโอกาสเดินทางไปประสานงานกับประเทศในเครือภาคพื้นเอเชียเป็นประจำ และ แน่นอน... เมื่อไรที่เขามีโอกาสเดินทางทำงานในประเทศไทย นายชิมก็จะโทรมาบอก อย่างน้อยๆ เราก็ได้ดินเนอร์กันซักมื้อ

ถ้าจะถามถึง ยัย Minnie ตัวละครจิ๋วตัวนั้นอะนะ  ก็ยังด๊องแด๊งในโลกแห่งแฟนตาซี ไม่มีวันเลิกราไปง่ายๆ หรอก คิคิ

สงกรานต์ปีที่แล้ว

ก็เปียกซก หนาวสั่น เนื้อตัวเสื้อผ้าขาวโพน ผมพันกันเป็นก้อนกับแป้ง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ...  รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

จริงๆ วันนั้นมันเป็นแผนของ "พี่โจ๊ก" (ใครกันเหรอ เอาเป็นอธิบายสั้นๆ ... คนรู้ใจของมินนี่เองค่ะ)

" ชิมมา อย่้างงี้ ต้องพาเที่ยวถนนข้าวสาร!!! "

เริ่มตัน...  พี่โจ๊กก็พาพวกเราไปวนรถแถวผ่านฟ้า กะว่าจะจอดรถไว้แถวนั้น วนสักพัก แหม เป็นใจจริงๆ เจอที่จอดรถจนได้ จอดริมกำแพงคอนกรีตโรงพักเลย อุ่นใจชาวประชา รถไม่หายชัวร์ แวะเข้าไปใช้บริการห้องน้ำอีกซักนิด ก่อนจะไปต่อ คุ้มเลย 2 เด้ง

หลังจากนั้น พวกเราก็โบกรถตุ๊ก ตุ๊ก เพื่อมุ่งหน้าจุดมุ่งหมาย "ถนนข้าวสาร"

ระหว่างทางเค้าก็เล่นสาดน้ำกันแล้ว บ้างก็ใช้ขันตักน้ำสาด ปืนฉีดน้ำ กระบอกสูบอัดลมเข้าไป แล้วฉีดน้ำไปยังรถทุกคันที่ผ่านมา พี่ตุ๊กๆ แกก็เป็นใจนะ จอดให้เขาสาดเฉย บ้างก็วิ่งเอาแป้งมาแปะหน้าพวกเรา

"เปียกจ้าเปียก" เปียกตั้งแต่ยังไม่ถึง ถนนข้าวสารแน่ะ

"พี่ผ่านไปเร็วๆ เลย ไม่ต้องจอด พวกเรามีอาวุธก็จริง แต่ยังไม่มีน้ำ สู้พวกเขาไม่ได้ เปียกอย่างเดียว แบบนี้ไม่สะใจ" พี่โจ๊ก มองไปยังกระบอกสำหรับฉีดยาฆ่าหญ้า ยังไม่มีน้ำ ใหม่ๆ เพิ่งถอยมาจากจตุจักร ตอนซื้อพี่โจ๊กเช็คประสิทธิภาพดูแล้ว (ฉีดแรง ไกล สะใจ) "รู้งี้ เติมน้ำ ที่โรงพักมาด้วยก็ดี"

"เอ้า ผมนึกว่า อยากเปียก...  " พี่ตุ๊กๆ นะ ทำเป็นรู้อีก

แล้ว พี่ตุ๊กๆ แกก็เอาสามล้อมาจอด ปล่อยเราไว้ที่ข้างรั้วกั้นอาณาเขต ต่อไปเป็น... ถนนคนเดิน เท่านั้น... สองล้อ สามล้อ สี่ล้อ สิบล้อ...ใหญ่มาจากไหน ก็เข้าไปไม่ได้ทั้งนั้น

พี่โจ๊กพาเรามุ่งไปยัง... ร้านเซเว่นก่อนเลย

"พาไปซื้อขนมเหรอ ดีดี"

"เปล่า ไปซื้อ... น้ำ" อ้าว

พี่โจ๊กกับชิมเข้าไปถึงข้างในร้าน แต่ฉัันซิถูกเบียดออกมา... คนแน่นมาก ขอบอก

"รอข้างนอกดีกว่า"

แป๊บเดียว พี่โจ๊กกับชิมออกมาพร้อมกับ น้ำขวด  น้ำแข็งยูนิค แล้วก็ถุงพลาสติก

"เอ้า อันนี้ เอาไว้ใส่มือถือ" พี่โจ๊กยื่นให้ฉันเก็บมือถือ  ซ้อน 2 ชั้นเลยเหรอพี่ รอบคอบจริงๆ

"แล้วนี่น้ำ " พี่โจ๊กเทน้ำใส่กระบอกฉีดยาฆ่าหญ้า

"พี่โจ๊กแล้วน้ำแข็งละ เอามาทำอะไร"

"ก็ใส่ในนี้ไง" พี่โจ๊กเทน้ำแข็งใส่กระบอกฉีดยาฆ่าหญ้าจนหมดถุง

"Splash with cold water??? " ฮ่า ฮ่า ชิมพูดแล้วก็ขำอย่างสะใจเหมือนกัน

"Yap" แล้วพี่โจ๊กก็ถ่ายน้ำเย็นให้กับปืนฉีดน้ำของนายชินจนเต็ม เตรียมพร้อม

แต่ฉันซิ ยังไม่มีปืนฉีดน้ำกับเขาเลย

(ก่อนหน้านี้ เราไปช๊อปปิ้งที่จตุจักร พี่โจ๊กได้กระบอกฉีดยาฆ่าหญ้า นายชิมได้ปืนฉีดน้ำพลาสติก มีที่อัดลมด้วย ส่วนฉันเลือกตั้งนาน ก็มัวแต่เลือก ไม่ถูกใจซักอัน แหม ก็มันไม่สมราคา ไม่น่ารักด้วย อืม... ที่อยากได้ ก็ปึนฉีดน้ำมินนี่ แพงหูฉี่ ซื้อไม่ไหว งบไม่พอ ... หวังว่า ป้ายหน้า อาจจะมีิอันที่ถูกใจและราคาถูกๆ)

สุดท้าย ก็ได้ปืนฉีดน้ำอันจ้อยหัวโดเรมอน ราคาพอประมาณ จำใจต้องซื้อจากพ่อค้าแม่ค้าหัวใสแถวถนนข้าวสาร เป็นไงล่ะ ไม่ถูกใจเท่าไหร่นัก โดนค้าำกำไรเกินควรอีกต่างหาก ดูท่าจะสบายใจดี บ๊องจริงนะฉันเนี่ย

อาวุธพร้อม คนนะพร้อมตั้งนานแล้ว ได้เวลา

"Go Go!!"

ลุยผ่านรั้วกั้นอาณาเขต

คราวนี้ก็ได้้เวลาสนุกกัน

"Splash!!!"

"สาด สาด"

คนเยอะจริงๆ ทั้งคนไทย และชาวต่างชาติ เดินให้ขวักไขว่ แน่นอนทุกคนอยู่ในอารมณ์เล่นน้ำสงกรานต์กันทั้งนั้น

"ขอแปะแป้งหน่อย" เสียงมาจากไหนก็ไม่รู้

"เล่นน้ำได้ อย่าเล่นแป้งนะคะ" ปากก็ตะโกนไป หลบไม่ทัน แต่ก็โดนป้ายเข้าข้างแก้มจนได้ ไม่โกรธค่ะ ไม่โกรธ แต่กลัวเป็นสิว

"เฮ้ย น้ำเย็นนี่หว่า" ผู้ชายคนนั้นสะดุ้งโหยงเมื่อโดนน้ำเย็นๆ ...ใช่ น้ำเย็นๆ ของพวกเรานี่เองค่ะ

เด็กตัวกระเปี๊ยกบางคน โดนผู้ใหญ่รุม ร้องไห้โฮ สุดท้าย เด็กคนนั้น ก็วิ่งไปเอาน้ำมาสาดเขากลับ

เล่นน้ำจนหมด ก็แวะเติมน้ำข้างทางกันอีก คราวนี้ตั้งป้อมข้างร้านขายน้ำกันเลย จะได้ไม่ต้องหาซื้อน้ำให้ลำบาก

พวกพ่อค้าแม่ค้าหัวใสอีกนั่้นแหละ นอกจากจะขายแป้ง ดินสอพอง เอาขวดพลาสติกน้ำอัดลมมาจุน้ำขายกัน แหม อะไรๆ ก็ขายได้นะคะคุณ

จำได้มี แหม่มหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเดินมากับผู้ชายฝรั่งคงเป็นสามีแก มีแต่พวกหนุ่มๆ คนไทยเข้าไปแซว สาดน้ำ ปะแป้งกันอย่างสนุกสนาน ทั้งสองก็ได้แต่ยิ้มแฉ่ง เดินกอดเอวกันไปในกลุ่มคนอย่างมีความสุข ไม่คิด (ถือสา)อะไร

"โนะ โนะ...ฮ่า ฮ่า ฮ่า" เสียงหัวเราะดังๆ พอโดนกลุ่มสาวๆ อ้อมมาด้านหลังสาดเข้าให้  ไม่ใช่ใคร เสียงนายชิม นั่นเอง

"โอ๊ย เย็นเหมือนกัน" เราเล่นน้ำเย็น ก็เจอบางคนเล่นน้ำเย็นสาดให้บ้าง "หนาวแล้ว"

เล่้นตั้งแต่แดดเปรี้ยง จนแดดร่มลมตก... ปาเข้าไป 5 โมงเย็นกว่า

เรามองหน้ากัน นอกจากจะเปียกซก หนาวสั่น เนื้อตัวเสื้อผ้าขาวโพน ผมพันกันเป็นก้อนกับแป้ง ไม่รู้อันไหนแป้ง อันไหนผม และที่ขาดไม่ได้ก็คือ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ... สนุกจริงๆ 

"สนุกมั้ยชิม" ฉันหันไปถาม

"สนุกมากครับ" ชิมพูดยิ้มแฉ่ง ( เป็นไง ชิมพูดไทยเก่งมั้ย ฉันสอนชิมเองล่ะ)

"Hungry? Shall we have dinner?" เสียงพี่โจ๊ก

"Okey!!! "

ใช่ ท้องฉันก็ร้องจ๊อกๆ เหมือนกัน

.....

ตู๊ด ... ตะลูี๊๊ด ตู๊ด แต๋ว แต๋ว...

เสียงโทรศัพท์ประหลาดตู๊ดๆ แต๋วๆ ดังขึ้น เมื่อวันที่ 8 เมษา

"ฮัลโหล มินนี่ สบายดีมั๊ย "(คุ้นๆ เสียงอาแปะแปลกๆ คนเดิม)

ตามหมายกำหนดการ พรุ่งนี้ชิมต้องมาเมืองไทย

"Will you come here Tomorrow? "

"I heard bad situation in Thandland ,Bangkok . and are you ok?"

"Yes, I and P' Joke are OK."

"I have to postpone the trip...sorry"

"I' d like to go...but very sorry"

"dont worry. I understand "

"take care!!! "

"Thanks , we are ok."

งานกร่อยเลย สรุป นายชิมไม่มาแล้ว

 

แงๆ สงกรานต์อะไรก็ไม่รู้

ไม่สนุกเลย คงไม่ใช่แต่คนไทยที่ไม่สนุก ต่างชาติที่วางแผนจะมาท่องเที่ยวเมืองไทยก็ไม่คิดจะมาเที่ยวสนุกหรอก

ฉันก็ว่าดีแล้วนะที่นายไม่มา ถึงนายมาฉันก็ไม่แน่ใจความปลอดภัยของนายเหมือนกัน ไม่รู้จะได้พาไปเที่ยวไหน ไม่กล้าไป ขนาดฉันเป็นคนไทยเอง ฉันยังกลัวเลย

 

เพราะว่า...

สถานการณ์เมืองไทยไม่สงบ

คนเสื้อแดงเต็มไปหมด

ทหารเต็มไปหมด

ประชาชนต่างต้องแิอบอยู่ในบ้าน

แล้วเมื่อวันก่อน... 

การประชุมอาเซียนที่คนไทยเป็นเจ้าภาพ ก็ถูกยกเลิกไป

อายจัง เขารู้กันไปทั่วโลก...

ไม่รู้ว่า อีกนานเท่าไร...

สังคมเราจะดีขึ้น

และเมื่อไีีร...

เราจะเรียกความเชื่อมั่้นของคนต่างชาติกลับมาได้อีก

edit @ 19 Apr 2009 22:26:23 by Minnie กลายพันธุ์

ยังจำได้ สมัยตอนเราเด็กๆ  1 ในการละเล่้นพื้นบ้านทีชอบเล่น ง่าย ๆ ไม่ต้องอาศัยอุปกรณ์ ในกลุ่มเพื่อนๆ ว่างเมื่อไหร่ ต้องหาอะไรเล่นซนกันภาษาเด็ก เอ ว่าแต่ ไม่รู้ว่า เด็กๆ สมัยนี้จะรู้จักกันรึเปล่า

เริ่มจากโอวน้อยออก แล้วปิดท้ายเป่ายิ้งฉุบ ใครแพ้ ก็เป็น..."คนเป็น"

คนเป็นก็ต้องเป็นคนออกไปยืนอยู่ด้านหน้า ฝั่งตรงข้ามเพื่อนๆ แล้วพูดว่า ลมเพลมพัด

ส่วนเพื่อนๆ ที่เหลือก็นั่ง (สลอน) สบายใจเฉิบ ต่างพร้อมใจกันถามว่า พัดอะไร

แล้วคนที่เป็นก็จะบอก ว่า พัดคนที่... 

(เอาสมมุติว่า คนที่เป็น เกิดอยากจะพัดคนที่ใส่ กางเกงขาสั้น )

คนที่เป็นก็จะพูดต่อว่า ... พัดคนที่ใส่กางเกงขาสั้น 

ถ้าไม่มีคนใส่กางเกงขาสั้น... เพื่อนๆ ก็็จะตอบว่า ไม่มี 

แต่ถ้ามี ... เท่านั้นแหละ...

คนที่ใส่กางเกงขาสั้นทั้งหมด (กางเกงขายาวหรือกระโปรงไม่เกี่ยว) ก็จะต้องเปลี่ยนย้ายที่นั่งกับเพื่อนทันที ถ้ามัวนั่งนิ่ง (บื้อ) อยู่ ไม่เปลี่ยนที่ คนนั้นก็จะกลายเป็น "คนเป็น" แทนในตาต่อไป

เทคนิค ตอนเล่นให้สนุก มันอยู่ตรงที่ลูกเล่นของคนเป็น ตอนที่พูดว่า 

พัดคนที่... คนที่... คนที่...

ช่วงนี้คนเป็นก็อาจจะ อ้ำอึ้ง ติดอ่าง เป็นการแกล้ง ทำเอาคนนั่ง นั่งไม่ติด มันจะใช่เรา หรือเปล่า ใจตุ๊มๆ ต่อมๆ หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

...พัดคนที่ใส่กางเกงขาสั้น...

อ้อ... อีกอย่าง ถ้าเราแตกต่างจากเพื่อน เป็นต้นว่า ผมยาวคนเดียวในกลุ่ม ถักเปียคนเดียวในกลุ่ม ฟันหลอคนเีดียวในกลุ่ม หรือตัวดำคนเดียวในกลุ่ม

ถ้าเราดู เหมือน ก็แล้วไป

เมื่อไหร่ที่เราดู ต่าง จะถูกกลายเป็น...  เป้าหมายสำคัญ ...

จะถูกพัดบ่อยเข้าขั้นมรสุมลง กระหน่ำซัมเมอร์เซลล์

โดนเรียกบ่อย... โดนเรียกคนเดียว ซ้ำๆ

ก็ยากจะเปลี่ยนที่นั่ง บางทีก็เปลี่ยนไม่ทัน โดนเพื่อนแกล้งไม่ยอมเปลี่ยนที่ด้วยบ้างล่ะ

เอ้า...

สุดท้าย...

ก็จะกลายเป็น "คนเป็น" แทน

นั่น... มันตอนเด็กๆ เล่นสนุก ไม่เคยคิดอะไร

 

มาคิดดู ทุกวันนี้

พวกเรากำลังพยายามทำตัว เหมือน หรือ ต่าง

หรือว่า...

สังคมเรากำลังเล่น... ลมเพลมพัด

.....

จากวัยเด็กที่ดูขาวสะอาด

หลายคน กำลังเปลี่ยน

พัดตามกระแส... ที่เปลี่ยนไป

บ้าง... ทำตัวดำสุดโต่ง

บ้าง... คล้อยตามบ้าง ดูเป็นจุด กระดำกระด่าง 

บ้าง... ความคิดสับสน ชีวิตดูเป็นสีเทาๆ

... พยายามทำตัว เหมือน

บ้าง... เมื่อเขาขาว เราจะดำ

บ้าง... เมื่อเขาดำ เราจะขาว

... พยายามทำตัว ต่าง

.....

พัดอะไร

เหมือน หรือ ต่าง ...

.....


พัดคนที่...

สังคมเรากำลังจะพัดอะไร

ช่วยบอกใบ้ที 

 

edit @ 28 Apr 2009 18:34:03 by Minnie กลายพันธุ์